High-Efficiency Motors IE2 | มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงพร้อมจัดส่งทุกวัน >> CLICK <<

General Terms & Conditions of Sales

เงื่อนไขทั่วไปในการขาย

เงื่อนไขทั่วไปในการขายนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารอื่นใดซึ่งจะครอบคลุมถึงการเสนอขายสินค้าของบริษัท พลวัตร จำกัด (ผู้ขาย) ถึงลูกค้า (ผู้ซื้อ) การที่ผู้ซื้อยอมรับในสินค้าที่เสนอ เท่ากับผู้ซื้อยอมรับในเงื่อนไขทั่วไปในการขายนี้โดยปริยาย หากเงื่อนไขที่ระบุในคำสั่งซื้อหรือเอกสารอื่นใดของผู้ซื้อ ขัดแย้งกับเงื่อนไขทั่วไปในการขายนี้ ให้ถือว่าเงื่อนไขนี้มีผลบังคับใช้

1. ราคา ราคาที่ผู้ขายเสนอเป็นราคาสินค้าที่ยังไม่รวมค่าติดตั้ง การเดินเครื่องใดๆ เว้นแต่ได้ระบุไว้เป็นการเฉพาะ ผู้ขายกำหนดยืนราคาไม่เกินสามสิบ (30) วันนับจากวันเสนอราคา เว้นแต่ผู้ขายได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น หากผู้ซื้อมิได้สนองรับราคาดังกล่าว ผู้ขายสงวนสิทธิ์ที่จะปรับราคาตามที่เหมาะสมแม้จะยังไม่ครบกำหนดยืนราคาก็ตาม ในกรณีที่ผู้ซื้อได้สั่งซื้อสินค้าแล้ว และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างราคาของต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ขายสงวนสิทธิ์ที่จะปรับราคาสินค้าตามความเหมาะสมเช่นกัน ราคาต่อหน่วยที่ผู้ขายเสนอขึ้นอยู่กับจำนวนขั้นต่ำหรือจำนวนที่ระบุในใบเสนอราคา หากผู้ซื้อประสงค์จะซื้อสินค้าในจำนวนน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว ผู้ขายมีสิทธิ์ปรับราคาตามที่เห็นสมควร ราคาที่ผู้ขายเสนอขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการส่งมอบ หากผู้ขายมิได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่นถือว่าเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าเป็นแบบรวมภาษีศุลกากร (Delivered Duty Paid - DDP) ส่งมอบ ณ หน้าโรงงานหรือคลังสินค้าของผู้ขาย หากผู้ซื้อประสงค์จะรับสินค้านอกพื้นที่ดังกล่าว ผู้ซื้อต้องชำระค่าส่งสินค้าตามที่ผู้ขายกำหนด

2. ผู้ซื้อมีหน้าที่ชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าผู้ขายจะสำแดงยอดภาษีไว้ในใบเสนอราคาหรือไม่ก็ตาม หรือสำแดงไว้ในอัตราใดก็ตาม ผู้ซื้อต้องชำระภาษีตามสถานะทางภาษีของผู้ซื้อ ในอัตราที่มีผลบังคับใช้ในขณะนั้น ในกรณีภาษีศุลกากร กรณีผู้ซื้อขอให้ผู้ขายนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรในนามของผู้ซื้อ ผู้ซื้อย่อมมีภาระภาษีตามที่ศุลกากรกำหนด หากผู้ซื้อประสงค์จะใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีใดๆ ผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องจัดหาหลักฐานเอกสารที่จำเป็นเพื่อสำแดงต่อศุลกากรภายในกำหนดที่ผู้ขายแจ้งให้ทราบ มิฉะนั้นผู้ซื้อจะต้องชำระภาษีเต็มอัตรา

3. คำสั่งซื้อ คำสั่งซื้อที่สมบูรณ์จะต้องเป็นลายลักษณ์อักษรและปราศจากเงื่อนไข ผู้ขายสงวนสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำสั่งซื้อหากผู้ซื้อกำหนดเงื่อนไขแตกต่างไปจากข้อเสนอของผู้ซื้อ ผู้ขายสงวนสิทธิ์เรียกเก็บเงินมัดจำการสั่งซื้อ (Deposit) ไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบของมูลค่าสั่งซื้อ ในกรณีผู้ซื้อสั่งซื้อสินค้าชนิดพิเศษ หรือจำนวนมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ขายได้ระบุไว้ในใบเสนอราคาหรือไม่ก็ตาม กรณีดังกล่าวผู้ซื้อจะต้องชำระค่ามัดจำให้เสร็จสิ้นจึงจะถือเป็นคำสั่งซื้อที่สมบูรณ์ การสั่งซื้อสินค้ารุ่นพิเศษ ผู้ซื้อต้องส่งมอบแบบ (Drawing) หรือลงนามอนุมัติตามแบบของผู้ขายหรือผู้ผลิต หากผู้ซื้อต้องการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดใดๆ หลังจากที่ผู้ขายได้ดำเนินการสั่งซื้อหรือลงมือผลิตไปแล้ว ผู้ซื้อพึงรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้นทั้งสิ้น คำสั่งซื้อใดๆ ต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่าคำสั่งซื้อขั้นต่ำ (Minimum Order) ที่ผู้ขายกำหนด ในการพิจารณารับคำสั่งซื้อ (Order Acceptance) ผู้ขายถือเอกสิทธิ์ที่จะรับหรือปฏิเสธคำสั่งซื้อใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าผู้จะซื้อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ขายโดยบริบูรณ์หรือไม่

4. การยกเลิกคำสั่งซื้อ (Cancellation) จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ขายและผู้ซื้อได้ชำระค่าธรรมเนียมยกเลิกคำสั่งซื้อ (Cancellation Charge) ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบและไม่ต่ำกว่าเงินมัดจำซึ่งได้ชำระไว้แล้ว ซึ่งครอบคลุมถึงต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนพันธกรณีของผู้ขายตามที่ผู้ขายกำหนด

5. การชำระเงิน เว้นแต่ผู้ขายได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นอย่างอื่น การชำระค่าสินค้าจะต้องกระทำเป็นเงินสดทันทีที่ผู้ขายส่งมอบสินค้า และต้องชำระเต็มจำนวนค่าสินค้าหักด้วยจำนวนเงินซึ่งผู้ซื้อได้ชำระไว้ล่วงหน้า การชำระเงินโดยเช็คจะสมบูรณ์ต่อเมื่อเช็คนั้นผ่านการเรียกเก็บเเล้วเท่านั้น เช็คดังกล่าวต้องเป็นเช็คของผู้ซื้อเท่านั้น ผู้ขายไม่รับเช็คส่วนบุคคล (Personal Cheque) จากผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคล หรือเช็คของบุคคลที่สาม ยกเว้นเช็คของธนาคาร (Cashier's Cheque) กรณีผู้ซื้อได้รับเครดิตเทอม (Credit Term) จากผู้ขาย ผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิ์ดังกล่าวภายในวงเงิน (Credit Limit) ที่ผู้ขายกำหนด การได้รับเครดิตเทอมไม่ทำให้ผู้ซื้อพ้นจากพันธะตามเงื่อนไขในเรื่องคำสั่งซื้อขั้นต่ำ ค่ามัดจำ และการผิดนัดชำระเงินแต่อย่างใด กรณีผู้ซื้อผิดนัดการชำระเงิน ผู้ซื้อต้องชำระค่าดอกเบี้ย (Interest Charge) ร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อเดือน ของยอดที่ผิดนัดชำระในอัตราที่ผู้ขายกำหนด กรณีผู้ขายยินยอมให้ผู้ซื้อชำระค่าสินค้าโดยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต หรือตั๋วอาวัล หรือโดยใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร (Bank's Letter of Guarantee) ผู้ซื้อต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวทั้งสิ้น

6. กำหนดเวลาส่งมอบ (Delivery Time) กำหนดส่งมอบที่ระบุในคำเสนอราคาของผู้ขายเป็นการประมาณการที่ได้คำนึงถึงเวลาปกติที่ต้องใช้ในการสั่งซื้อ การผลิต การขนส่ง การผ่านพิธีการทางศุลกากร ตลอดจนการเตรียมการจัดส่ง และอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าผู้ซื้อได้ปฏิบัติตามพันธกรณีว่าด้วยการทำสัญญาซื้อขาย การชำระเงินมัดจำ และ/หรือการชำระเงินเป็นงวดๆ หรือพันธกรณีอื่นใดที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้ขายไม่อาจรับผิดชอบต่อความล่าช้าอันสืบเนืองมาจากการที่ผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีหรือความล่าช้าอันเนื่องมาจากสงคราม เหตุจลาจล วินาศกรรม การนัดหยุดงาน การประท้วง เหตุการณ์ทางการเมือง ข้อกำหนด กฎหมาย การกระทำของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ การหยุดชะงักหรือความล่าช้าของระบบคมนาคม ภัยธรรมชาติ อุบัติภัย เหตุสุดวิสัยซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ขาย ในกรณีที่ผู้ซื้อต้องการเร่งรัดเวลาส่งมอบซึ่งยังผลให้ผู้ขายมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ผู้ขายสงวนสิทธิ์ที่จะเพิ่มราคาสินค้า หรือเรียกเก็บค่าขนส่งขาเข้า หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นนั้นตามความเหมาะสม

7. การชะลอการรับมอบ เมื่อผู้ขายพร้อมที่จะส่งมอบแล้ว ผู้ซื้อมีสิทธิ์ขอชะลอการรับมอบสินค้าเป็นเวลาไม่เกินสามสิบวันนับจากวันที่ผู้ขายแจ้งพร้อมส่ง หรือนับจากกำหนดส่งมอบที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก แล้วแต่เวลาใดจะครบกำหนดก่อน หากพ้นกำหนดดังกล่าว ผู้ขายสงวนสิทธิ์ที่จะเรียกเก็บค่าเก็บรักษาสินค้า (Storage Charge) ไม่น้อยกว่าร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อเดือน การชะลอการรับมอบสินค้าไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนดจะถือเป็นการยกเลิกคำสั่งซื้อ ผู้ขายจะปฏิบัติเสมือนผู้ซื้อยกเลิกคำสั่งซื้อ

8. การรับประกัน ผู้ขายรับประกันสินค้า (ยกเว้นสินค้าที่ไม่อยู่ในรายการสินค้ารับประกัน) เฉพาะคุณภาพของวัสดุและการผลิตเป็นเวลา 12 เดือน (เว้นแต่จะกำหนดเป็นอย่างอื่น) นับจากวันส่งมอบสินค้าภายใต้การใช้งานในสภาวะปกติ การรับประกันคุณภาพไม่ครอบคลุมถึงความเสียหายจากการนำสินค้าไปใช้งานผิดขนาด ผิดประเภท การดัดแปลงหรือต่อเติมโดยไม่ได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ขาย การติดตั้งที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม การขาดการป้องกันความเสียหายที่พึงกระทำ การขาดการบำรุงรักษาที่เพียงพอและเหมาะสม ความเสียหายจากการใช้งานเกินพิกัด อุบัติเหตุ อุบัติภัย การเก็บรักษา หรือการนำสินค้าไปใช้ในสภาพแวดล้อมอันไม่เหมาะสม การแตกหัก หรือความเสียหายของสินค้าหรือชิ้นส่วนของสินค้าที่มิได้ออกแบบไว้ให้รับแรงกระทำ การขาดหายไปของชิ้นส่วนใดๆ ของสินค้าซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการส่งสินค้าไม่ว่าโดยสาเหตุใดๆ การละเลยไม่ปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานหรือคำแนะนำของผู้ขาย การซ่อมหรือพยายามที่จะซ่อมโดยลูกค้าหรือบุคคลอื่นที่มิใช่ช่างที่มีหน้าที่โดยตรงของผู้ขาย ในการวินิจฉัยการรับประกัน ผู้ขายสงวนสิทธิ์ในการวินิจฉัยสภาพของสินค้าว่าอยู่ในข่ายการรับประกันหรือไม่ เจ้าของสินค้าจะต้องให้ข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้นกับสินค้าตลอดจนประวัติการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้นๆ โดยละเอียด การปิดบังหรือเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพการใช้งานมีผลให้การรับประกันสิ้นสุด ข้อวินิจฉัยของผู้ขายถือเป็นอันสิ้นสุด ในกรณีที่ผู้ขายวินิจฉัยว่าปัญหานั้นๆ อยู่ภายใต้การรับประกัน ผู้ขายทรงสิทธิ์ที่จะเลือกวิธีแก้ปัญหาตามที่ผู้ขายเห็นสมควร ผู้ขายไม่มีพันธะผูกพันที่จะเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่เสมอไป แต่อาจทำการซ่อมด้วยวิธีการและในระยะเวลาที่เหมาะสม ผู้ขายจะเปลี่ยนหรือซ่อมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ผู้ขายรับและจ่ายสินค้า ณ ศูนย์บริการของผู้ขาย ผู้ซื้อจะต้องทำการขนส่งหรือรับภาระค่าขนส่งในการนำสินค้ามารับบริการและรับคืนไป และไม่ทำการซ่อมนอกสถานที่เว้นแต่ได้มีการตกลงกันเป็นกรณีเฉพาะ สินค้าที่ผ่านการซ่อมหรือเปลี่ยนให้ใหม่อยู่ภายใต้การรับประกันจนสิ้นสุดอายุรับประกันของสินค้าตัวแรก

9. การให้คำปรึกษาทางเทคนิค (Technical Advice) การบริการทางเทคนิคที่ผู้ขายจัดให้โดยไม่คิดมูลค่า เช่น ข้อแนะนำในการเลือกใช้ การติดตั้ง และอื่นๆ เป็นการประมาณการจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้ซื้อ ผู้ซื้อพึงวินิจฉัยด้วยตนเองว่าข้อแนะนำของผู้ขายเหมาะสมที่จะนำไปใช้งานหรือไม่ ผู้ขายไม่มีพันธกรณีที่ต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการนำสินค้าจากผู้ขายไปใช้งานร่วมกับอุปกรณ์หรือระบบอื่น

10. การรับประกันการใช้งาน (Performance Warranty) ผู้ขายรับประกันการใช้งานเฉพาะกรณีที่ได้ระบุไว้ในใบเสนอราคา ในกรณีดังกล่าวการรับประกันจะมีผลก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ขายอย่างครบถ้วน ผลการใช้งานสินค้าที่ผู้ขายส่งมอบให้ผู้ซื้อต้องไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ขาย หรือผู้ซื้อมิได้แจ้งให้ผู้ขายทราบ หรือแจ้งให้ทราบแต่ไม่ครอบคลุมถึงความเป็นจริงทั้งหมด

11. การยืมสินค้า (ฺBorrowing ) ในกรณีที่ผู้ขายยินยอมให้ผู้จะซื้อยืมสินค้าตัวอย่าง ผู้จะซื้อมีความรับผิดชอบโดยสมบูรณ์ต่อสินค้านั้น หากสินค้านั้นถูกนำไปติดตั้ง ใช้งาน หรือเกิดการสึกหรอ ชำรุด เสื่อมสภาพจากการเป็นของใหม่ของตัวสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ ผู้ขายถือว่าผู้ซื้อตกลงซื้อสินค้านั้นแล้ว และจะเรียกเก็บค่าสินค้าตามราคาปกติ

12. การคืนสินค้า จะกระทำได้เฉพาะสินค้านอกรายการสินค้าที่ไม่อาจรับคืน (Non-Returnable Products) ซึ่งประกอบด้วยสินค้าที่ต้องทำการประกอบ (Assembled Items) สินค้าที่ผู้ขายไม่เก็บสต็อค (Non-Stock Items) และสินค้าประเภทอะไหล่ ยกเว้นเป็นส่วนหนึ่งของการรับประกันคุณภาพ (Quality Assurance) การคืนสินค้าอื่นจะกระทำได้เฉพาะสินค้าใหม่ที่ไม่ได้ผ่านการติดตั้งและไม่เคยใช้งานมาก่อนเท่านั้น โดยต้องคืนภายในสิบห้าวันปฏิทินนับจากวันส่งมอบ หากคืนสินค้าหลังจากกำหนดเวลาข้างต้นแต่ไม่เกินเก้าสิบวันปฏิทิน ผู้ซื้อจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการคืนสินค้า (Return Charge) ไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้า หรือตามที่ผู้ขายกำหนด สินค้าที่ส่งมอบแล้วมากกว่าเก้าสิบวันปฏิทิน หรือสินค้าใดๆ ที่ผู้ซื้อชำระเงินค่าสินค้าแล้ว ผู้ขายสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับคืน

13. การแลกสินค้า (Change) ผู้ซื้อที่ต้องการนำสินค้าที่ได้ซื้อไปแล้ว ซึ่งไม่ว่าจะได้ชำระค่าสินค้านั้นแล้วหรือไม่ก็ตาม มาแลกเป็นสินค้าใหม่ ผู้ขายจะถือเสมือนว่าผู้ซื้อขอคืนสินค้าที่นำมาแลกคืนนั้น และจะใช้นโยบายว่าด้วยการรับคืนสินค้าเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา แต่อาจยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมคืนสินค้า สินค้าใหม่ต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่าสินค้าเดิม ผู้ขายจะไม่ลดหนี้หรือคืนเงินให้ในกรณีที่สินค้าใหม่มีมูลค่าน้อยกว่าสินค้าเดิม

14. การดัดแปลงสินค้า (Modification) กรณีผู้ซื้อต้องการให้ผู้ขายดัดแปลงสินค้าที่ได้ซื้อไปแล้ว ผู้ขายจะทำการดัดแปลงให้ต่อเมื่อผู้ซื้อได้ชำระเงินค่าสินค้านั้นเรียบร้อยแล้ว หรือชำระเงินมัดจำตามที่ผู้ขายกำหนด ผู้ขายสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับคืนชิ้นส่วนเก่าหรือรับคืนในอัตราส่วนลดตามที่เห็นสมควร

15. การรับซ่อม (Repair Service) สินค้าที่ผ่านการซ่อมได้รับการประกันคุณภาพเฉพาะในส่วนที่ทำการซ่อมเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน นับจากวันที่ซ่อมเสร็จ ในกรณีที่ผู้ซื้อต้องการให้ซ่อมสินค้านอกสถานที่ ผู้ขายจะพิจารณาเป็นรายกรณี ทั้งนี้ผู้ซื้อต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าเดินทาง ขนส่ง สื่อสาร ค่าแรงงาน ค่าที่พัก ค่าอะไหล่และวัสดุสิ้นเปลือง ตามอัตราที่ผู้ขายกำหนด

16. อะไหล่ (Spare Parts) ผู้ขายจะเก็บสต็อคอะไหล่สินค้าเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายว่าด้วยสต็อคอะไหล่ แต่ผู้ขายไม่ถือเป็นพันธกรณีว่าจะมีอะไหล่ทุกชิ้นอยู่ในสต็อค โดยเฉพาะอะไหล่ที่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในการจัดซื้อ หรืออะไหล่ของสินค้าที่ไม่ได้สต็อคสินค้าสำเร็จรูปอยู่แล้ว